ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของพระกริ่ง  (อ่าน 12647 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ lin121

  • แอดมิน
  • เซียนดนตรี
  • กระทู้: 2188
  • กำลังใจ : 4083
  • เพศ: หญิง
  • จอมโจรคิด...จอมโจรอัจฉริยะ
ประวัติความเป็นมาของพระกริ่ง
« เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2009, 09:34:30 »
ประวัติความเป็นมาของพระกริ่ง



ประวัติการสร้างพระกริ่งในเมืองไทย

พระกริ่งที่เราเริ่มรู้จักกันสมัยสมเด็จพระสังฆราชแพ มีการสร้างพระกริ่งวัดสุทัศน์ และพระชัยวัฒน์

ซึ่งพระกริ่งมาจากคติความเชื่อของนิกายมหายาน นิกายทิเบต, นิกายจีน, นิกายยวนซึ่งได้แบ่งภาค ของพระพุทธเจ้า เป็น 3 องค์ คือ

1. พระปฏิมา พระสมณโคดม (ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง) คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีไทยเรานับถืออยู่

2. พระปฏิมา พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้าหมอยา) ประดิษฐาน ณ ทิศตะวันออก ทุกองค์จะมีน้ำเต้า โอสถ หรือ น้ำมนต์ วางไว้บนตักเสมอ ถ้ามีคนเจ็บไข้ได้ป่วยพระองค์ก็ทรงใช้ยาในน้ำเต้ารักษาโรคต่างๆ คือเป็นพระกริ่งของไทยเราเอง ฉะนั้นพระกริ่งจะมีพระพุทธคุณทางด้านรักษาโรคเท่านั้น พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า แปลว่า พระครูแห่งเภสัช

3. พระอมิตตา ประดิษฐาน ณ ทิศตะวันตก พระปฏิมาองค์นี้เน้นการโปรดสัตว์ โปรคคน


พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว)"
พระกริ่ง และพระชัยวัฒน์ว่า "คำว่า "กริ่ง" นี้หมายความว่า สมเด็จฯ (สมเด็จพระสังฆราช แพ ติสฺสเทว) เคยรับสั่งเสมอว่า

คำว่า "กริ่ง" นี้ มาจากคำถามที่ว่า "กึ กุสโล" (กิง กุสะโล) คือเมื่อพระโยคาวจรบำเพ็ญสมณธรรม มีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว ถึงขั้นสุดท้าย จิตเสวยอุเบกขาเวทนา ปุญญาภิสังขาร "มูลเหตุที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์นั้น มีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

เมื่อพระองค์ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่นเสด็จมาเยี่ยม เมื่อรับสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว

รับสั่งว่า เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯ เสด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหายเป็นปรกติ

พระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จไปนำพระกริ่งที่วัดบวร นิเวศ แต่สมเด็จฯ ทูลว่า พระกริ่งที่กุฏิมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า จึงรับสั่งให้นำมา แล้วอาราธนาพระกริ่ง แช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้วโรคอหิวาต์ก็บรรเทาหายเป็นปรกติ

พระกริ่งที่อาราธนาขอน้ำพระพุทธมนต์นั้น เป็นพระกริ่งสมัยไหน พระองค์ท่านรับสั่งว่าจำไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นพระกริ่งเก่า

หรือไม่ก็คงเป็นพระกริ่งของสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ องค์ใดองค์หนึ่ง

ตั้งแต่นั้นมา พระองค์ก็เริ่มสนพระทัยในการสร้างพระกริ่งขึ้นเป็นลำดับ ค้นหาประวัติการสร้างพระกริ่งและก็ได้เค้าว่า

การสร้างพระกริ่งนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว เริ่มขึ้นที่ประเทศทิเบตก่อน

ต่อมาก็ประเทศจีน และประเทศเขมร และมีข้อความอีกตอนหนึ่งได้กล่าวถึงพระพุทธลักษณะของพระกริ่งไว้ ดังนี้





พระพุทธลักษณะของพระกริ่ง เป็นแบบพระพุทธรูปมหายานทางประเทศทิเบต และปรากฏว่าในประเทศเขมรก็มีพระกริ่งแบบนี้เหมือนกับเรา

เรียกกันว่า "กริ่งปะทุม" ประเพณีนิยมสร้างพระกริ่งของไทยจะได้ครูจากเขมรเป็นแน่แท้ และมีการสร้างกันในยุคกรุงสุโขทัยแล้ว

ที่กล่าวว่าตำราสร้างพระกริ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เดิมเป็นของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้วก็น่าจะจริง

เพราะสมเด็จพระพนรัตองค์นั้นท่านคงจะได้รวบรวมวิธีการสร้างตำรับตำราเก่า ๆ และในสมัยนั้น

วัดป่าแก้วก็นับถือกันว่าเป็นสำนักอรัญญิกาวาส สมถธุระวิปัสสนาธุระ

พระกริ่งก็คือ พระปฏิมาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นที่นิยมนับถือของปวงพุทธศาสนิกชน

ฝ่ายลิทธิมหายาน ยิ่งนัก ปรากฏพระประวัติมาในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึ่ง คือ "พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชามูลประณิธานสูตร" แปลเป็นจีนในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐...

satu

ก็เป็นอันว่า "พระกริ่ง" นั้นเป็นพระเครื่องที่ได้แบบมาจากทิเบต

หมายถึงพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นครูในด้านเภสัช คือ การรักษาพยาบาล

เพราะฉะนั้นจึงนิยมใช้อธิษฐานแช่น้ำทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์แล้วดื่มกินเชื่อว่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บแม้แต่อหิวาตกโรคได้

satu

สรุปพระกริ่ง ปวเรศฯ สามารถรักษาอาการอาพาธ ของสมเด็จพระวันรัตจากโรคอหิวาต์ พุทธคุณของพระกริ่งที่สร้างกันมา

เข้าใจผิดกันว่าอยู่ยงคงกระพัน แท้ที่จริงพระกริ่งคือพระพุทธเจ้าหมอยา ยุคหลังความเชื่อในการสร้างพระกริ่งเปลี่ยนไป บางที่สร้างพระกริ่ง เพื่ออยู่ยงคงกระพัน และสร้างกันหลายที่หลายวัด รูปทรงเปลี่ยนไป ไม่ได้เนื้อแท้และความเป็นมาของพระกริ่ง


เรียบเรียงโดย อ.เวทิต

ที่มา...http://praphrae.igetweb.com/index.php?mo=12&catid=53368

http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=545